สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมกระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (2542)
ได้แบ่งประเภทของชุมชนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
แบ่งแยกโดยปัจจัยทางสภาพภูมิประเทศและความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
(climate-related
factor) ได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ชุมชนเมืองที่อยู่ติดกับแหล่งน้ำ
ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำสายหลัก
เมืองเหล่านี้มักมีประวัติการตั้งถิ่นฐานนับหลาย
100 ปี
เป็นชุมชนมาแต่อดีตมีความเจริญรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน
เนื่องจากข้อได้เปรียบที่มีแม่น้ำที่สะดวกต่อการคมนาคมและมีน้ำตลอดทั้งปี
ข้อจำกัดคือการขยายตัวมักกระจุกตัวเรียงรายอยู่สองฟากลำน้ำและการขาดการควบคุมน้ำเสียจากครัวเรือนและชุมชน
ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำ เมืองเก่าที่มีแม่น้ำผ่านกลางได้แก่ เชียงใหม่
พิษณุโลก ลำปาง อยุธยา น่าน แพร่ ลำพูล กำแพงเพรช ลพบุรี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา
และนครราชสีมา เป็นต้น
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ในฤดูแล้ง
จึงต้องมีการเก็บกักน้ำในรูปแบบอื่นสำรองไว้ มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรแหล่งน้ำ
และทำให้เกิดมลภาวะได้ง่าย เมืองที่มีลำคลองไหลผ่านกลางได้แก่ ร้อยเอ็ด
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมากที่สุด
ทั้งจากสาเหตุเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำ การพัฒนาเมืองถูกจำกัดด้วยการบริการน้ำ
เมืองที่อยู่ใกล้หนองและบึงได้แก่ สุรินทร์ และบุรีรัมย์
กลุ่มที่ 2 ชุมชนเมืองในเขตใกล้ทะเล
ชุมชนริมปากแม่น้ำและใกล้ทะเล
เป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีความเจริญมาตั้งแต่อดีต
อันเป็นผลมาจากการเป็นเมืองท่าค้าขาย ข้อจำกัดการพัฒนาของชุมชนกลุ่มนี้คือ
การลดปริมาณของน้ำจืด อันมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าต้นน้ำ
การรุกของน้ำทะเล พื้นที่เพาะปลูกป้นเปื้อนจากความเค็ม ปัญหาน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุน
เมืองลักษณะดังกล่าวได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เพชรบุรี จันทบุรี
และนครศรีธรรมราช
ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ
ชุมชนกลุ่มนี้มักอาศัยแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอุปโภคบริโภค
แต่มีโอกาสเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืดและปัญหามลภาวะจากน้ำทิ้งจากชุมชนสู่ทะเล เช่น
สงขลา
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมากที่สุด
ทั้งจากสาเหตุเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำ การพัฒนาเมืองถูกจำกัดด้วยการบริการน้ำ
เมืองที่อยู่ใกล้หนองและบึงได้แก่ สุรินทร์ และบุรีรัมย์
กลุ่มที่ 3 ชุมชนเมืองในเขตภูเขา
ชุมชนที่อยู่ในที่ราบเชิงเขา
ชุมชนลักษณะนี้
เดิมมักเป็นเมืองหรือชุมชนขนาดเล็ก อยู่ตามเชิงเขาที่มีความลาดชันสูง เช่นในภาคเหนือและบางส่วนในภาคใต้
มักไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ
แต่มีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในช่วงฤดูฝน
อันเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า และการเผาถางพื้นที่เพาะปลูก เมืองในลักษณะนี้เช่น
แม่ฮ่องสอน
ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ
ชุมชนกลุ่มนี้มักอาศัยแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอุปโภคบริโภค
แต่มีโอกาสเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืดและปัญหามลภาวะจากน้ำทิ้งจากชุมชนสู่ทะเล เช่น
สงขลา
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมากที่สุด
ทั้งจากสาเหตุเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำ การพัฒนาเมืองถูกจำกัดด้วยการบริการน้ำ
เมืองที่อยู่ใกล้หนองและบึงได้แก่ สุรินทร์ และบุรีรัมย์