วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ชาวไทยลื้อ ถือว่าเป็นอีกชนชาติที่ได้ทำการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย มานับหลายร้อยปีแล้ว ชาวไทยลื้อ เป็นชนชาติที่มีลักษณะการแต่งกาย อาหาร ภาษาวรรณกรรม สถาปัตยกรรม ประเพณี และความเชื่อทางศาสนาที่ค่อนข้างโดดเด่นมาก 

ผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชน : การตั้งถิ่นฐาน

สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (2542) ได้แบ่งประเภทของชุมชนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก แบ่งแยกโดยปัจจัยทางสภาพภูมิประเทศและความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (climate-related factor) ได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ชุมชนเมืองที่อยู่ติดกับแหล่งน้ำ
ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำสายหลัก
            เมืองเหล่านี้มักมีประวัติการตั้งถิ่นฐานนับหลาย 100 ปี เป็นชุมชนมาแต่อดีตมีความเจริญรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน เนื่องจากข้อได้เปรียบที่มีแม่น้ำที่สะดวกต่อการคมนาคมและมีน้ำตลอดทั้งปี ข้อจำกัดคือการขยายตัวมักกระจุกตัวเรียงรายอยู่สองฟากลำน้ำและการขาดการควบคุมน้ำเสียจากครัวเรือนและชุมชน ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้ำ เมืองเก่าที่มีแม่น้ำผ่านกลางได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ลำปาง อยุธยา น่าน แพร่ ลำพูล กำแพงเพรช ลพบุรี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา เป็นต้น
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
            เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ในฤดูแล้ง จึงต้องมีการเก็บกักน้ำในรูปแบบอื่นสำรองไว้ มีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรแหล่งน้ำ และทำให้เกิดมลภาวะได้ง่าย เมืองที่มีลำคลองไหลผ่านกลางได้แก่ ร้อยเอ็ด
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
           เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมากที่สุด ทั้งจากสาเหตุเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำ การพัฒนาเมืองถูกจำกัดด้วยการบริการน้ำ เมืองที่อยู่ใกล้หนองและบึงได้แก่ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

กลุ่มที่ 2 ชุมชนเมืองในเขตใกล้ทะเล
ชุมชนริมปากแม่น้ำและใกล้ทะเล
           เป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีความเจริญมาตั้งแต่อดีต อันเป็นผลมาจากการเป็นเมืองท่าค้าขาย ข้อจำกัดการพัฒนาของชุมชนกลุ่มนี้คือ การลดปริมาณของน้ำจืด อันมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าต้นน้ำ การรุกของน้ำทะเล พื้นที่เพาะปลูกป้นเปื้อนจากความเค็ม ปัญหาน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุน เมืองลักษณะดังกล่าวได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ เพชรบุรี จันทบุรี และนครศรีธรรมราช

ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ
           ชุมชนกลุ่มนี้มักอาศัยแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่มีโอกาสเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืดและปัญหามลภาวะจากน้ำทิ้งจากชุมชนสู่ทะเล เช่น สงขลา
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
           เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมากที่สุด ทั้งจากสาเหตุเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำ การพัฒนาเมืองถูกจำกัดด้วยการบริการน้ำ เมืองที่อยู่ใกล้หนองและบึงได้แก่ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

กลุ่มที่ 3 ชุมชนเมืองในเขตภูเขา
ชุมชนที่อยู่ในที่ราบเชิงเขา
           ชุมชนลักษณะนี้ เดิมมักเป็นเมืองหรือชุมชนขนาดเล็ก อยู่ตามเชิงเขาที่มีความลาดชันสูง เช่นในภาคเหนือและบางส่วนในภาคใต้ มักไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่มีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในช่วงฤดูฝน อันเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า และการเผาถางพื้นที่เพาะปลูก เมืองในลักษณะนี้เช่น แม่ฮ่องสอน
ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ
           ชุมชนกลุ่มนี้มักอาศัยแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่มีโอกาสเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืดและปัญหามลภาวะจากน้ำทิ้งจากชุมชนสู่ทะเล เช่น สงขลา
ชุมชนที่อยู่ริมคลอง
           เป็นชุมชนที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมากที่สุด ทั้งจากสาเหตุเชิงปริมาณและคุณภาพน้ำ การพัฒนาเมืองถูกจำกัดด้วยการบริการน้ำ เมืองที่อยู่ใกล้หนองและบึงได้แก่ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

การตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

 สำหรับการตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย  มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน 3 แบบ

1. รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบรวมศูนย์ (Cluster Settlement)  เป็นรูปแบบการตั้งถิ่นฐานเก่าแก่ของไทยอันเนื่องมาจากความสะดวกตามธรรมชาติ  เช่น  เกิดตามแหล่งน้ำ  แหล่งแร่  และที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์  หรือตามเส้นทางคมนาคม  มีอาคารบ้านเรือนหลายหลังสร้างล้อมรอบ บ่อน้ำ  ตลาด  วัด  โรงเรียน  หรือบ้านของผู้นำ  ต่อมาเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น จะมีการขยายตัวเป็นกลุ่มออกจากศูนย์กลางอย่างชัดเจน  หมู่บ้านดังกล่าวพบมากในเขตภาคเหนือ  และภาคกลางตอนบน  ส่วนภาคใต้พบตามแหล่งแร่ทั่วไป  ลักษณะของหมู่บ้านแบบรวมศูนย์  หรือเกาะกลุ่มไม่มีขอบเขตที่แน่นอน  นอกเหนือจากจะยึดเอาปัจจัยทางธรรมชาติ  ไว้เป็นตัวกำหนดขอบเขตอย่างหยาบๆ  เช่น  แนวคลอง  ทิวไม้  หรือสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ  เป็นต้น รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบรวมศูนย์ นอกจากจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณลักษณะทางสังคม ประเพณี  วัฒนธรรมแล้ว  ยังบ่งชี้ถึงความต้องการความปลอดภัย  อันเนื่องมาจากการรวมกลุ่มกัน และการประหยัดพื้นที่เพาะปลูกไว้สำหรับหมู่บ้านด้วยเช่นกัน


2. รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบกระจัดกระจาย (Scattered Settlement) รูปแบบนี้จะเป็นไปในลักษณะของการตั้งถิ่นฐานของตัวบ้าน ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายจากกัน อยู่โดดๆ  โดยถ้าเป็นหมู่บ้านอาจมีจำนวนหลังคาเรือนน้อยมาก  โดยมากจะตั้งกระจัดกระจายกันไปตามไร่นา  สวน  เป็นต้น  มีศูนย์บริการชุมชน ได้แก่  วัด  โรงเรียน  สถานีอนามัย  ห่างจากที่พักอาศัย  ลักษณะรูปแบบเกิดจากสภาพสังคมที่ชอบอยู่โดดเดี่ยว  พวกที่จับจอง บุกรุกที่ดิน  เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม  เป็นต้น  หมู่บ้านรูปแบบนี้พบมากทางภาคกลางตอนล่าง  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตลอดจนภาคใต้ ตามสวนยาง สวนมะพร้าว และสวนผลไม้   โดยทั่วไปรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบกระจัดกระจายนี้จะมีความสัมพันธ์กับไร่นา  หรือพื้นที่เกษตร กับระยะทางที่ต้องเดินทางไปประกอบอาชีพที่ต้องไม่ไกลจากที่อยู่อาศัย   รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบากระจัดกระจาย เป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะการขาดแคลนพื้นที่เพาะปลูก  เช่น บริเวณที่ราบสูง  และปัญหาการเสื่อมโทรมของพื้นที่ดิน  เป็นต้น

3. รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบแนวเส้นตรง (Line Settlement)   เป็นรูปแบบที่มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตามแนวริมน้ำ ชายฝั่งทะเล หรือตามแนวเส้นทางคมนาคม รูปแบบดังกล่าวพบมากบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลำน้ำต่างๆ  ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบตามลุ่มน้ำ มูล และชี  สำหรับภาคตะวันออกพบตามแนวชายฝั่งทะเล  หรือในระยะที่มีพัฒนาการของการสร้างเส้นทางคมนาคม  เช่น ถนน  ทางรถไฟ  จะพบชุมชนตามแนวเส้นทางเหล่านี้เช่นกัน

         รูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบแนวเส้นตรง  หรือแนวยาว  มักมีบทบาทของชุมชนที่เน้นไปทางด้านบริการเล็กๆ น้อยๆ  ที่เกี่ยวเนื่องด้วยการเกษตร และการค้าและบริการ  เป็นต้น

         อย่างไรก็ตามในด้านการศึกษารูปแบบการตั้งถิ่นฐานนอกจากจะพิจารณาด้านความหนาแน่น  การจัดวางรูปแบบ  แล้วยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะทาง เศรษฐกิจ  และวัฒนธรรมด้วย  โดยสัณฐานของการตั้งถิ่นฐานมิได้มีความหมายในตัวของมันเองเท่านั้น  แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเป็นอย่างมาก   ความสำคัญของทุกรูปแบบที่กล่าวมาเป็นรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของประเทศไทยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  มิได้เกี่ยวข้องกับการวางแผนแต่อย่างใด  ซึ่งจากความสำคัญของรูปแบบดังกล่าว  ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นอุปสรรค  หรืออำนวยความสะดวก  ที่จะเอื้ออำนวยต่อการนำมาปรับปรุงวางแผนชุมชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะได้กล่าวถึงในเนื้อหาต่อไป

ประเภทของการย้ายถิ่น

การย้ายถิ่น ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
 
1. การย้ายถิ่นภายในประเทศ (internal migration) เป็นการย้ายถิ่นภายในอาณาเขตประเทศ 
และเป็นการย้ายถิ่นระหว่างอาณาเขตระดับย่อย ซึ่งอาณาเขตระดับย่อย อาจจะเป็น ตำบล อำเภอ จังหวัด 
จนถึงระดับภาค
 
2. การย้ายถิ่นระหว่างประเทศ (international migration) เป็นการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ จากประเทศหนึ่ง
ไปยังประเทศอื่น เป็นการย้ายข้ามเขตประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นการย้ายไปอยู่อย่างถาวร หรือแบบชั่วคราว